จากความทรงจำของนักฝัน
«Из воспоминаний мечтателя»
‘...หรือเขาถูกสร้างขึ้น
เพียงเพื่อเคียงใจนาง
แม้เพียงชั่วขณะ?..’
อีว. ตูร์เกเนฟ
คืนที่หนึ่ง
«Ночь первая»
มันเป็นคืนที่แสนวิเศษ, เป็นคืนอย่างที่มีได้เพียงเมื่อยามเรายังหนุ่มสาว, ท่านผู้อ่านที่รัก. ท้องฟ้านั้นเต็มไปด้วยหมู่ดาว, ช่างเป็นท้องฟ้าที่สว่างไสว, จนเมื่อมองขึ้นไปแล้ว, ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า: มันจริงหรือที่คนแสนใจร้อนและเอาแต่ใจสารพัดประเภท จะสามารถมีชีวิตอยู่ใต้ท้องฟ้าเช่นนี้ได้? นี่ก็เป็นคำถามแบบคนหนุ่มสาว, ผู้อ่านที่รัก, หนุ่มสาวมากจริงๆ, แต่ขอพระเจ้าทรงโปรดประทานคำถามเช่นนี้แก่ท่านอยู่เสมอ!.. เมื่อพูดถึงสุภาพบุรุษผู้แสนขี้โมโหและเอาแต่ใจทั้งหลายแล้ว, ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพฤติกรรมอันเรียบร้อยของตนเองตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้า, ผมก็เริ่มถูกทรมานด้วยความกระวนกระวายอันประหลาดอย่างหนึ่ง, ผมรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า, ผมผู้โดดเดี่ยวถูกทุกคนทอดทิ้ง, และทุกคนกำลังทอดทิ้งผมไป. แน่นอนว่าใครๆก็มีสิทธิ์จะถามว่า: แล้ว “ทุกคน” เหล่านี้คือใคร? เพราะมันนานถึงแปดปีแล้ว, ที่ผมอาศัยอยู่ในเปเตียร์บูร์ก(Петербург), แต่ก็แทบไม่เคยทำความรู้จักกับใครได้เลยแม้แต่คนเดียว, แต่ลองพิจารณาดูเองเถิด, จะให้ผมต้องมีคนรู้จักไปเพื่ออะไร? สำหรับผมแล้ว, ทั้งเปเตียร์บูร์กก็เป็นคนรู้จักอยู่แล้ว, นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกว่าทุกคนต่างก็ทิ้งผมไปเมื่อทั้งเปเตียร์บูร์กลุกขึ้นและจู่ๆ ก็พากันออกไปพักฤดูร้อนที่ดาชู. ผมรู้สึกหวาดกลัวที่จะต้องอยู่ตามลำพัง, และตลอดสามวันเต็มผมเดินเร่ไปทั่วเมืองด้วยความเศร้าระทม, โดยไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง. ไม่ว่าจะเดินไปที่เขื่อนเนฟสกี, ในสวนสาธารณะ, หรือเดินเลียบฝั่งแม่น้ำ — ก็ไม่พบแม้แต่ใบหน้าสักคนจากที่ผมเคยชินกับการพบในที่เดิมเวลาเดิมตลอดทั้งปี. พวกเขาแน่นอนว่าไม่รู้จักผม, แต่ผมรู้จักพวกเขา, ผมรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี; ผมแทบจะศึกษารูปหน้าของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ — ผมพลอยสุขเมื่อพวกเขาอารมณ์ดี, และหม่นหมองไปพร้อมกันเมื่อพวกเขาขุ่นมัว, ผมแทบจะผูกมิตรกับชายชราผู้คนหนึ่ง, ที่ผมพบทุกวันของพระเจ้า, ช่วงเวลาเดิมแถวฟอนตันกา(Фонтанкѣ). ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมและครุ่นคิดมาก, เอาแต่พึมพำอยู่ใต้หนวดและโบกมือซ้ายไปมา, ส่วนมือขวาถือไม้เท้าเป็นปุ่มปมที่มีหัวทอง. แม้แต่เขาเองก็ดูเหมือนจะเริ่มคุ้นกับผม, และดูเหมือนจะมีความเอาใจใส่ต่อผมอย่างจริงใจ. หากบังเอิญว่าผมไม่ได้ไปอยู่ที่จุดเดิมของฟอนตันกาในเวลาที่กำหนด, ผมก็มั่นใจว่าเขาคงจะเกิดอาการหม่นหมองขึ้นมา. นั่นจึงเป็นเหตุที่บางครั้งเราทั้งคู่แทบจะยกหมวกทักทายกัน, โดยเฉพาะเมื่อเราทั้งสองอยู่ในอารมณ์ที่ดี. เมื่อวันก่อน หลังจากที่เราไม่ได้พบกันถึงสองวันเต็ม ก่อนจะพบกันในวันที่สาม เราเกือบจะยกมือแตะหมวกกันอยู่แล้ว, แต่โชคดีที่เรารู้ตัวทันเวลา, จึงลดมือลง และเดินผ่านกันไปด้วยความรู้สึกผูกพันอย่างเงียบๆ. บ้านต่างๆ ก็เป็นที่คุ้นเคยของผมเช่นกัน เมื่อผมเดินผ่านไป, แต่ละหลังดูเหมือนจะวิ่งออกมาหาผมบนถนนเพื่อดูผมผ่านหน้าต่างทุกบาน และแทบจะพูดว่า: «สวัสดี; สบายดีไหม? ผมก็สบายดีขอบคุณพระเจ้า, ในเดือนพฤษภาคมจะมีการต่อเติมเพิ่มชั้นด้วยนะ» หรือ: «สบายดีรึเปล่า? พรุ่งนี้ผมจะถูกซ่อมแซมแล้วนะ», หรือ: «ฉันเกือบจะไหม้แล้ว ตกใจแทบแย่» และอื่นๆ. ในบรรดาพวกมันผมมีบ้านที่ชื่นชอบ, เป็นเพื่อนสนิทบางหลัง; หนึ่งในนั้นตั้งใจจะไปรักษาตัวกับสถาปนิกในฤดูร้อนนี้. ผมตั้งใจจะไปแวะทุกวัน, เพื่อไม่ให้ถูกรักษาจนพังหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง, ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองมันด้วย!.. แต่ผมจะไม่มีวันลืมเรื่องราวของบ้านสีชมพูอ่อนที่น่ารักหลังหนึ่ง. มันเป็นบ้านหินเล็กๆ ที่แสนน่ารัก, มันคอยมองดูผมอย่างเป็นมิตร, และมองดูเพื่อนบ้านที่ดูเก้งก้างของมันอย่างภาคภูมิ, จนหัวใจของผมชื่นบานทุกครั้งที่เดินผ่านไป. ทันใดนั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา, ผมกำลังเดินผ่านไป และเมื่อมองไปยังเพื่อนคนนั้น — ก็ได้ยินเสียงร้องอันโหยหา: «พวกเขากำลังทาผมเป็นสีเหลือง!» พวกปีศาจ! พวกป่าเถื่อน! พวกเขาไม่ละเว้นสิ่งใดเลย: ทั้งเสา, ทั้งบัวตกแต่ง, และแล้วเพื่อนของผมก็ได้กลายเป็นสีเหลืองเหมือนนกคานารี. ผมแทบจะน้ำดีเดือดเพราะเรื่องนี้, และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถไปพบผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกทำลายไปแล้วของผมได้เลย, ผู้ซึ่งถูกทาให้มีสีเหมือนจักรวรรดิใต้หล้า
ดังนั้น, ท่านผู้อ่านก็คงเข้าใจแล้ว, ว่าผมรู้จักทั้งเปเตียร์บูร์กในลักษณะใด
ผมได้กล่าวไปแล้วว่า, ผมถูกความกระวนกระวายทรมานอยู่ถึงสามวันเต็มๆ, จนกระทั่งผมคิดออกว่าเหตุของมันคืออะไร. ทั้งบนถนนผมก็รู้สึกไม่สบาย (คนนั้นไม่อยู่, คนนี้ก็ไม่อยู่, คนโน้นหายไปไหน?) — และที่บ้านผมก็เหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง. สองเย็นผมพยายามค้นหาว่า: อะไรที่ขาดไปในมุมของผม? ทำไมจึงรู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ในนั้น? — และด้วยความงุนงงผมก็เพ่งมองผนังสีเขียวของผมที่มีคราบเขม่า, เพดานที่ห้อยเต็มไปด้วยใยแมงมุม, ซึ่งมาตรีโยนา(Матрена)เลี้ยงมันไว้อย่างดี, ตรวจดูเครื่องเรือนทั้งหมด, มองเก้าอี้ทีละตัว, แล้วคิดว่าบางทีปัญหาอยู่ตรงนี้หรือเปล่า? (เพราะถ้าแม้แต่เก้าอี้ตัวเดียวของผมวางไม่เหมือนเมื่อวาน, ผมก็จะไม่เป็นตัวของตัวเอง) มองออกไปนอกหน้าต่าง, และทั้งหมดก็เปล่าประโยชน์... ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย! ผมยังคิดจะเรียกมาตรีโยนาเข้ามา และกล่าวตักเตือนเธอแบบผู้ใหญ่ในทันทีเรื่องใยแมงมุม รวมถึงเรื่องความไม่เรียบร้อยทั่วไป; แต่เธอเพียงแต่มองผมด้วยความประหลาดใจ, แล้วก็เดินจากไปโดยไม่ตอบสักคำ, ดังนั้นใยแมงมุมก็ยังคงแขวนอยู่อย่างดีจนถึงทุกวันนี้. ในที่สุด เช้าวันนี้เองผมก็คิดออกว่ามันคืออะไร. เอ๊ะ! พวกเขากำลังหนีผมไปดาชูน่ะสิ! ขออภัยที่ใช้คำสามัญๆด้วย, แต่ผมไม่อยู่ในอารมณ์จะใช้ภาษาสูงส่ง... เพราะทุกสิ่งที่มีอยู่ในเปเตียร์บูร์ก, ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม, ล้วนย้ายหรือกำลังย้ายไปดาชูทั้งนั้น; เพราะสุภาพบุรุษรูปร่างภูมิฐานทุกคน, ที่เรียกจ้างรถม้าเหล่านั้น, เพียงแค่ปรากฏต่อสายตาผม, ก็กลับกลายเป็นบิดาแห่งครอบครัวผู้มีเกียรติ, ซึ่งหลังจากงานประจำวันก็รีบเดินทางไปหาครอบครัวของตนอย่างเรียบง่าย, ที่ดาชู เพราะผู้คนที่เดินผ่านไปมาทุกคนมีท่าทีพิเศษอย่างยิ่ง, ซึ่งแทบจะบอกผู้พบเห็นทุกคนว่า: «พวกเราเอง, สุภาพบุรุษทั้งหลาย, อยู่ที่นี่ก็แค่เพราะผ่านทางเท่านั้น, อีกสองชั่วโมงเราก็จะไปดาชูกันแล้ว» ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างที่เปิดออก, ซึ่งมีนิ้วมือเล็กๆขาวนวลเคาะเบาๆ, ก่อนที่ศีรษะของหญิงสาวน่ารักโผล่ออกมา, เรียกคนขายของหาบกระถางดอกไม้ — ผมก็จะนึกทันทีว่า, ดอกไม้เหล่านี้ก็แค่ถูกซื้อไปเฉยๆ, กล่าวคือไม่ได้เพื่อจะชื่นชมฤดูใบไม้ผลิและดอกไม้ในห้องเมืองที่อึดอัด, แต่เป็นเพราะในไม่ช้า, ทุกคนจะย้ายไปดาชูและนำดอกไม้ไปด้วย. ยิ่งไปกว่านั้น, ผมยังพัฒนาความก้าวหน้าในศิลปะแห่งการค้นพบแบบใหม่ของตนเอง, จนถึงขั้นที่สามารถระบุได้อย่างไม่ผิดพลาดจากเพียงรูปลักษณ์ว่าใครอาศัยอยู่ดาชูแบบไหน. ผู้อยู่อาศัยในเกาะคาเมนนี(Каменный)และเกาะอาปเทคาร์สกี(Аптекарский) หรือถนนไปเปเตอร์กอฟ(Петергофской) ถูกเด่นด้วยกิริยามารยาทที่ได้รับการฝึกมาอย่างประณีต, เสื้อผ้าฤดูร้อนที่หรูหรา และรถม้าที่งดงามซึ่งพวกเขาใช้เข้ามาในเมือง. ชาวปาร์โกโลวะ(Парголова) และที่ไกลออกไปกว่านั้น ในครั้งแรกที่เห็นก็ «ทำให้เชื่อมั่น» ถึงความรอบคอบและความมั่นคงของพวกเขา; ผู้มาเยือนเกาะเครสตอฟสกีมีลักษณะความร่าเริงอย่างสงบไม่หวั่นไหว, หากผมเผอิญพบขบวนยาวของรถม้าขนของที่เดินเอื่อยๆ พร้อมบังเหียนในมือข้างตัวรถ, ซึ่งบรรทุกกองเครื่องเรือนสูงเป็นภูเขา, ทั้งโต๊ะ, เก้าอี้, โซฟาแบบตุรกีและไม่ใช่ตุรกี และข้าวของในบ้านอื่นๆ อีกมากมาย, โดยเหนือทั้งหมดนั้น, มักจะมีแม่ครัวตัวเล็กผอมแห้งนั่งอยู่บนยอดกองของ, คอยดูแลสมบัติของนายราวกับดวงตาของตนเอง; หรือเมื่อผมมองไปยังเรือที่บรรทุกของหนักซึ่งไหลลื่นไปตามแม่น้ำเนเว(Невѣ)หรือฟอนตันกา ไปจนถึงเชอร์นายาเรชกา(Черной-Рѣчки) หรือเกาะต่างๆ — รถและเรือเหล่านั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นสิบเท่า, ร้อยเท่าในสายตาของผม; ดูเหมือนว่าทุกสิ่งกำลังถูกยกย้ายไป, ทุกสิ่งกำลังอพยพเป็นขบวนคาราวานไปดาชู; ดูเหมือนว่าเปเตียร์บูร์กทั้งเมืองกำลังจะกลายเป็นทะเลทราย, จนในที่สุดผมรู้สึกอาย เจ็บใจ, และเศร้าหมอง; ผมแทบไม่มีที่ไปอย่างดาชูเลย, และไม่มีเหตุผลที่จะไปด้วยซ้ำ. ผมพร้อมจะเดินไปกับรถทุกคัน, พร้อมจะไปกับสุภาพบุรุษทุกคนที่มีรูปลักษณ์น่าเคารพซึ่งเรียกจ้างรถม้า; แต่ไม่มีใครเลย, ไม่มีใครสักคนเชิญผมไปด้วย; ราวกับว่าพวกเขาลืมผมไป, ราวกับว่าผมเป็นคนแปลกหน้าสำหรับพวกเขาจริงๆ!
ผมเดินอยู่นานและไกลออกไปมาก, จนในที่สุดก็ตามเคย, ผมลืมไปเสียสนิท, ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน, แล้วจู่ๆ ก็พบว่าตัวเองไปโผล่ตรงด่านเก็บภาษีเมือง. ในชั่วพริบตาผมก็รู้สึกเบิกบานขึ้นมา, ก้าวข้ามไม้กั้น, เดินไปท่ามกลางทุ่งนาที่เพาะปลูกแล้วกับทุ่งหญ้า, ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลย, มีเพียงความรู้สึกทั้งกายทั้งใจว่า, ภาระบางอย่างกำลังหลุดออกจากจิตวิญญาณของผม. ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาล้วนมองผมอย่างเป็นมิตรเสียจนแทบจะโค้งคำนับให้กันจริงๆ; ทุกคนต่างมีความสุขกับอะไรสักอย่าง, ทุกคนสูบซิการ์กันหมด. และผมเองก็มีความสุข, อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน. ราวกับจู่ๆ ผมได้ไปอยู่ในอิตาลี — ธรรมชาติสร้างความประทับใจให้แก่ผม, ผู้เป็นชาวเมืองที่ป่วยกระเสาะกระแสะและแทบจะหายใจไม่ออกอยู่ท่ามกลางกำแพงเมือง ได้อย่างแรงกล้า
ธรรมชาติของเปเตียร์บูร์กของเรานั้นมีบางสิ่งที่ชวนสะเทือนใจอย่างยากจะอธิบาย, เมื่อ, ฤดูใบไม้ผลิมาถึง, มันก็เผยพลังทั้งหมดของตนออกมาในทันที, แสดงเรี่ยวแรงทั้งมวลที่สวรรค์ประทานให้, ปกคลุมด้วยแมกไม้, แต่งแต้มด้วยสีสันของดอกไม้... มันทำให้ผมนึกถึงหญิงสาวคนหนึ่งโดยไม่รู้ตัว, หญิงสาวที่อ่อนแอ ซูบผอม และเจ็บป่วย, ผู้ซึ่งบางครั้งคุณมองด้วยความสงสาร, บางครั้งด้วยความรักอันเปี่ยมเมตตา, และบางครั้งก็แทบไม่สังเกตเห็นเธอเลย, แต่แล้วจู่ๆ, เพียงชั่วขณะหนึ่ง, อย่างไม่คาดคิด, เธอกลับงดงามอย่างน่าอัศจรรย์จนยากจะบรรยาย , และคุณ, ที่ทั้งตื่นตะลึง, ทั้งลุ่มหลง, ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า: พลังอะไรทำให้ดวงตาเศร้าหมองครุ่นคิดคู่นั้นเปล่งประกายด้วยเปลวไฟเช่นนี้? อะไรทำให้เลือดฝาดขึ้นมาบนแก้มที่ซีดเซียวและซูบตอบคู่นั้น? อะไรทำให้ใบหน้าอ่อนโยนนี้เปี่ยมด้วยความเร่าร้อน? เหตุใดอกนั้นจึงกระเพื่อมขึ้นเช่นนี้? อะไรทำให้พละกำลัง, ชีวิต และความงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวผู้น่าสงสารอย่างฉับพลัน, ทำให้มันเปล่งประกายด้วยรอยยิ้ม, มีชีวิตชีวาด้วยเสียงหัวเราะอันเจิดจ้า, และสดใสเช่นนั้น? คุณมองไปรอบๆ, คุณมองหาใครบางคน, คุณเริ่มคาดเดา... แต่ชั่วขณะนั้นก็ผ่านไป, และบางทีในวันรุ่งขึ้น, คุณก็จะพบสายตาครุ่นคิดเหม่อลอยเช่นเดิมอีกครั้ง, ใบหน้าซีดเซียวเช่นเดิม, ความอ่อนน้อมและความขลาดเขลาในทุกอิริยาบถเช่นเดิม, แม้กระทั่งความสำนึกผิด, แม้กระทั่งร่องรอยของความหม่นหมองและความขัดเคืองใจที่บั่นทอนจิตใจจากความลุ่มหลงเพียงชั่วครู่... แต่คุณก็อดเสียดายไม่ได้, ที่ความงามอันฉับพลันนั้นเหี่ยวเฉาไปเสียเร็วเช่นนี้, อย่างไม่มีวันหวนกลับเช่นนี้, ที่มันเปล่งประกายต่อหน้าคุณอย่างหลอกลวงและสูญเปล่าเช่นนี้, — เสียดาย เพราะคุณไม่มีเวลามากพอแม้แต่จะรักเธอ...
แต่ถึงอย่างนั้น คืนนั้นของผมก็ยังดีกว่าทั้งวัน! เรื่องมันเป็นอย่างนี้:
ผมกลับเข้ามาในเมืองค่อนข้างดึก, ระฆังได้ตีบอกเวลาสิบโมง, เมื่อผลเริ่มเดินเข้าใกล้ที่พัก. เส้นทางของผมพาดผ่านริมคลอง, ซึ่งในเวลานั้นไม่มีผู้คนสักคน. ที่จริงคือ, ผมอาศัยอยู่ในย่านที่ห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง, ผมเดินพลางฮัมเพลงเสียงดัง, เพราะเมื่อผมมีความสุข, ผมจำเป็นต้องฮัมเพลง, เช่นเดียวกับคนมีความสุขทุกคนที่ไม่มีทั้งเพื่อน, ไม่มีทั้งคนรู้จัก, และไม่มีใครให้แบ่งปันความสุขของตนในยามที่หัวใจเปี่ยมสุข. ทันใดนั้นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่สุดขึ้นกับผม
ตรงริมทาง, มีผู้หญิงคนหนึ่ง, ยืนพิงราวกั้นคลองอยู่; เธอเท้าแขนบนลูกกรง, และดูเหมือนกำลังจ้องมองน้ำขุ่นในคลองอย่างตั้งใจเป็นอย่างมาก. เธอสวมหมวกสีเหลืองน่ารักมากใบหนึ่งกับผ้าคลุมสีดำที่ดูงดงามมีเสน่ห์ «เป็นหญิงคนหนึ่ง, และต้องเป็นสาวผมดำแน่ๆ», — ผมคิด ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของผมเลย, เธอไม่แม้แต่จะขยับตัว, เมื่อผมเดินผ่านเธอไป. ทั้งที่ผมกลั้นหายใจและหัวใจเต้นแรง «แปลกจริง! — ผมคิด, — เห็นทีเธอคงกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่มากแน่ๆ» แล้วจู่ๆผมก็หยุดนิ่งราวกับถูกตอกตรึงกับพื้น. ผมได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา ใช่! ผมไม่ได้ฟังผิด: หญิงสาวกำลังร้องไห้ และอีกครู่หนึ่งก็มีเสียงสะอื้นดังขึ้นอีกครั้ง. แล้วก็อีกครั้ง โอ้ พระเจ้า! หัวใจของผมบีบรัดไปหมด, ถึงแม้ว่าผมจะขี้อายกับผู้หญิงเพียงใด, แต่นี่มันเป็นสถานการณ์เช่นนั้นนี่!.. ผมหันกลับ, เดินเข้าไปหาเธอ, และเกือบจะเอ่ยว่า: «คุณผู้หญิง!» — หากเพียงผมไม่รู้ว่า, คำอุทานนี้ถูกใช้มานับพันครั้งแล้วในนิยายสังคมชั้นสูงของรัสเซียทุกเรื่อง. นั่นเองที่ทำให้ผมหยุดยั้งตัวเอง, แต่ระหว่างที่ผมกำลังนึกหาคำพูด, หญิงสาวก็ได้สติ, หันมามอง, สะดุ้ง, ก้มหน้า, แล้วเดินผ่านผมไปตามริมคลอง, ผมรีบเดินตามเธอไปทันที, แต่เธอรู้ตัวเสีย, ก่อนจึงออกจากริมคลอง, ข้ามถนน แล้วเดินต่อไปบนทางเท้า. ส่วนผมซึ่งเป็นอย่างนี้เสมอในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ไม่กล้าข้ามถนนตามไป, หัวใจของผมสั่นระรัว, ราวกับนกน้อยที่ถูกจับได้. ทันใดนั้นเอง โชคอันน่าอวยพรก็ยื่นมือเข้ามาช่วยผม
บนทางเท้าฝั่งนั้น, ไม่ไกลจากหญิงสาวผู้ไม่รู้จักของผม, จู่ๆ ก็มีสุภาพบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น, เขาสวมเสื้อฟร็อกโค้ท, อายุพอสมควร, แต่จะเรียกว่าก้าวเดินอย่างสง่าภูมิฐานคงไม่ได้. เขาเดินโซเซ, พลางคอยยันตัวเองกับกำแพงอย่างระมัดระวัง. ส่วนหญิงสาวเดินเร็วราวลูกศร, ทั้งรีบเร่งและหวาดระแวง, ดังเช่นที่หญิงสาวทุกคนเดินเมื่อไม่ต้องการให้ใครอาสาไปส่งถึงบ้านในเวลากลางคืน, และแน่นอนว่า, สุภาพบุรุษผู้เดินโคลงเคลงคนนั้นคงไม่มีวันตามเธอทันหากโชคชะตาไม่ได้ดลใจให้เขาหาวิธีลัดขึ้นมา. ทันใดนั้นเอง, โดยไม่พูดกับใครสักคำ, สุภาพบุรุษของผมก็พุ่งตัวออกวิ่งสุดฝีเท้าไล่ตามหญิงสาวผู้ไม่รู้จักของผม, เธอเดินเร็วราวสายลม, แต่สุภาพบุรุษผู้โซเซก็ค่อยๆไล่ทัน, แล้วก็ทันจริงๆ, หญิงสาวร้องกรีดร้อง — และ... ผมขออวยพรแด่โชคชะตาที่บันดาลให้ครั้งนี้มีไม้เท้าอันแสนวิเศษเป็นปุ่มปม, อยู่ในมือขวาของผมพอดี. ผมข้ามไปยังทางเท้าฝั่งนั้นในพริบตา, สุภาพบุรุษผู้ยืนไม่มั่นคงก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น, พิจารณาเหตุผลอันไม่อาจโต้แย้งได้, เงียบเสียงลง, ถอยห่างออกไป, และเมื่อเดินมาไกลมากแล้ว, เขาเพิ่งจะเริ่มตะโกนด่าทอผมด้วยถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรง, แต่เสียงของเขาแทบจะลอยมาไม่ถึงพวกเรา
— ส่งมือมาให้ผมเถอะ, ผมพูดกับหญิงสาวผู้ไม่รู้จักของผม: — แล้วเขาจะไม่กล้ามายุ่งกับเราอีกต่อไป
เธอยื่นมือเล็กๆของเธอมาให้ผมเงียบๆ, มือยังสั่นอยู่ด้วยความตกใจและหวาดหวั่น. โอ้ ท่านสุภาพบุรุษผู้เดินโซเซ! ในขณะนี้ผมอวยพรให้ท่านจากใจจริง! ผมเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง: เธอช่างน่ารักเหลือเกิน และเป็นสาวผมดำจริงๆ — ผมเดาถูกแล้ว; บนแพขนตาสีดำของเธอยังมีหยดน้ำตาจากความตกใจเมื่อครู่นี้ หรือจากความทุกข์ก่อนหน้านั้น, — ผมก็ไม่ทราบ. แต่รอยยิ้มก็เริ่มเปล่งประกายอยู่บนริมฝีปากแล้ว, เธอเองก็แอบมองผมเช่นกัน, หน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ก่อนจะก้มตาลง
— เห็นไหมล่ะ, ทีนี้คุณก็น่าจะรู้ว่าทำไมตอนนั้นคุณถึงไม่ควรผลักไสผมไป? ถ้าผมอยู่ตรงนั้นแต่แรก, ก็คงไม่เกิดอะไรขึ้น...
— แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้จักคุณนี่คะ: ฉันคิดว่าคุณก็เหมือนกัน...
— แล้วตอนนี้คุณรู้จักผมแล้วหรือยัง?
— ก็นิดหน่อยค่ะ อย่างเช่นว่า ทำไมคุณถึงสั่น?
— โอ้ คุณเดาถูกตั้งแต่ครั้งแรกเลย! ผมตอบด้วยความปลาบปลื้ม, ที่หญิงสาวของผมฉลาดนัก — ซึ่งเมื่อมาพร้อมกับความงามแล้ว, ก็ยิ่งไม่ใช่สิ่งที่จะมีมากเกินไปได้เลย — ใช่แล้ว คุณดูออกตั้งแต่แรกเลยว่าคุณกำลังคุยกับใคร, จริงอย่างที่คุณว่า, ผมขี้อายกับผู้หญิง. ตอนนี้ผมกำลังตื่นเต้น, ผมไม่เถียงเลยว่าไม่ได้น้อยไปกว่าที่คุณตกใจเมื่อครู่นี้ที่สุภาพบุรุษคนนั้นทำให้คุณหวาดกลัว... ตอนนี้ผมเองก็หวาดหวั่นอยู่เหมือนกัน, ราวกับว่าทั้งหมดนี้เป็นความฝัน, ทั้งที่แม้แต่ในฝัน ผมก็ไม่เคยคิดเลยว่าสักวันหนึ่งจะได้พูดคุยกับผู้หญิงคนไหนสักคน
— อะไรนะ? จริงหรือคะ?..
— จริงครับ, ถ้ามือผมสั่น, ก็เพราะมันไม่เคยโอบกุมมือเล็กๆ ที่งดงามอย่างมือของคุณมาก่อนเลย. ผมไม่คุ้นเคยกับผู้หญิงเลย; หรือจะพูดให้ถูกก็คือ, ผมไม่เคยคุ้นเคยกับพวกเธอเลย, ผมอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด, ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะพูดกับผู้หญิงอย่างไร. แม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่า — ผมพูดอะไรโง่ๆ ออกไปหรือเปล่า บอกผมมาตรงๆ ได้เลยนะครับ; ผมขอเตือนไว้ก่อนว่า, ผมไม่ใช่คนขี้น้อยใจ...
— เปล่าค่ะ, ไม่มีอะไรเลย, ไม่มีจริงๆ; ตรงกันข้ามเสียอีกค่ะ, แต่ในเมื่อคุณอยากให้ฉันพูดตรงๆ, งั้นฉันจะบอกว่า, ผู้หญิงน่ะชอบความขี้อายแบบนี้, และถ้าคุณอยากรู้มากกว่านั้น, ฉันเองก็ชอบเหมือนกัน, และฉันจะไม่ไล่คุณไปจนกว่าจะถึงบ้านเลย
— คุณจะทำแบบนั้นกับผมเหรอ, ผมเริ่มพูดพลางแทบหายใจไม่ทันด้วยความปลาบปลื้ม: — ทำให้ผมหยุดขี้อายเสียเดี๋ยวนี้เลย แล้วอย่างนั้น...กลเม็ดทั้งหมดของผมก็จบกัน!..
— กลเม็ด? กลเม็ดอะไร? เอาไว้ทำอะไร? เรื่องแบบนี้ไม่พูดกันหรอกนะ; แบบนั้นไม่ดีเลย
— ก็จริงครับ ผมผิดเอง จะไม่พูดอีกแล้ว, มันหลุดปากออกมา; แต่คุณจะให้ผมไม่รู้สึกอยาก, ในเวลาแบบนี้ได้อย่างไร...
— อยากทำให้ฉันชอบ, งั้นเหรอคะ?
— ใช่ครับ, ขอร้องล่ะ, ได้โปรดเถอะ. ลองคิดดูสิว่าผมเป็นใคร! ตอนนี้ผมอายุยี่สิบหกแล้ว, แต่ไม่เคยรู้จักใครเลยสักคน, แล้วอย่างนี้ผมจะพูดได้ดี, พูดได้คล่อง, หรือพูดได้ถูกกาลเทศะอย่างไร? ถ้าผมเปิดเผยทุกอย่างออกมาตรงๆ, ก็จะดีกับคุณเสียมากกว่า... ผมไม่รู้จักการเงียบ, เมื่อหัวใจของผมเป็นฝ่ายพูด. เอาเถอะ, จะอย่างไรก็ช่าง... คุณจะเชื่อไหมว่า, ผมไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนไหนเลย, ไม่เคยเลย! ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ! และทุกวันผมก็ได้แต่ฝันว่า, สักวันหนึ่งผมจะได้พบใครสักคน. โอ้ ถ้าคุณรู้ว่าผมตกหลุมรักมาแล้วด้วยวิธีนี้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง!..
— แล้วตกหลุมรักใครกันล่ะคะ?..
— ก็ไม่มีใครหรอกครับ, ตกหลุมรักอุดมคติน่ะครับ, ตกหลุมรักคนที่ปรากฏในความฝัน. ผมสร้างเรื่องรักทั้งเรื่องขึ้นมาในจินตนาการ. โอ้ คุณยังไม่รู้จักผมหรอก! จริงอยู่, จะว่าไม่เคยพบผู้หญิงเลยก็คงไม่ได้, ผมเคยพบอยู่สองสามคน แต่จะเรียกว่าผู้หญิงได้อย่างไรดี? ล้วนเป็นแม่เรือนกันทั้งนั้น, กระทั่ง... แต่ผมจะทำให้คุณหัวเราะ, ผมจะเล่าให้ฟังว่าหลายครั้งหลายหน, ผมเคยคิดจะเข้าไปพูด, กับสุภาพสตรีชนชั้นสูงสักคนบนถนน, แบบธรรมดาๆ, แน่นอนว่า, เลือกตอนที่เธออยู่คนเดียว, เข้าไปพูดอย่างขี้อาย, อย่างสุภาพ, อย่างเปี่ยมด้วยความรู้สึก, บอกเธอว่าผมกำลังพินาศอยู่เพียงลำพัง, ขอเพียงอย่าไล่ผมไป, เพราะไม่มีหนทางไหนเลยที่ผมจะได้รู้จักผู้หญิงสักคน, เกลี้ยกล่อมให้เธอเชื่อว่า, แม้แต่หน้าที่ของผู้หญิงเองก็ไม่ควรปฏิเสธคำวิงวอนอันขี้อายของคนอาภัพอย่างผม, และท้ายที่สุดแล้ว. สิ่งที่ผมเรียกร้องก็มีเพียงเท่านี้, คือขอให้เธอพูดกับผมด้วยถ้อยคำฉันพี่น้องสักสองคำ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ. อย่าเพิ่งไล่ผมไปตั้งแต่ก้าวแรก, เชื่อคำพูดของผม, ฟังสิ่งที่ผมจะพูด, จะหัวเราะเยาะผมก็ได้ถ้าเธออยาก, ให้ความหวังผม, พูดกับผมเพียงสองคำ, แค่สองคำเท่านั้น, หลังจากนั้น, ต่อให้พวกเราไม่มีวันได้พบกันอีกเลยก็ได้!.. แต่คุณกำลังหัวเราะ... เอาเถอะ ผมก็พูดเรื่องนี้เพื่อให้คุณหัวเราะนั่นแหละ...
— อย่าน้อยใจสิคะ; ฉันหัวเราะเพราะคุณเป็นศัตรูของตัวเองต่างหาก, และถ้าคุณลองทำจริงๆ, คุณอาจจะทำสำเร็จก็ได้, ถึงจะเป็นบนถนนก็ตาม; ยิ่งเรียบง่ายยิ่งดี... ไม่มีผู้หญิงดีๆ, คนไหนหรอกหากเธอไม่ใช่คนโง่ หรือไม่ได้กำลังโกรธอะไรเป็นพิเศษในตอนนั้น, ที่จะกล้าปฏิเสธคุณโดยไม่พูดสองคำที่คุณอ้อนวอนขออย่างขี้อายและอย่างเร่าร้อนเช่นนั้น... อย่างไรก็ตาม, ฉันก็พูดจากตัวฉันเองนะ! แน่นอน, ฉันก็คงคิดว่าคุณเป็นคนบ้าเหมือนกัน, ฉันก็แค่ตัดสินจากตัวเอง, เพราะตัวฉันเองจะไปรู้อะไรมากว่าผู้คนในโลกนี้ที่ใช้ชีวิตกันอย่างไร
— โอ้ ขอบคุณครับ!, — ผมร้องขึ้น: — คุณไม่รู้หรอกว่าตอนนี้คุณได้ทำอะไรให้ผมบ้าง!
— ดีแล้วค่ะ, ดีแล้ว! แต่บอกฉันหน่อยสิคะ, ว่าทำไมคุณถึงรู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงแบบที่...เอ่อ, เป็นผู้หญิงที่คุณเห็นว่าสมควร...แก่ความสนใจและมิตรภาพ... พูดอีกอย่างก็คือ, ไม่ใช่แม่เรือน, อย่างที่คุณเรียกน่ะ. ทำไมคุณถึงตัดสินใจเข้ามาหาฉัน?
— ทำไม? ทำไมหนะหรือ? เพราะคุณอยู่คนเดียว, คุณสุภาพบุรุษคนนั้นก็ช่างกล้าเสียเหลือเกิน, ตอนนี้ก็ดึกแล้ว: ยอมรับเถอะว่า, นั่นเป็นหน้าที่...
— ไม่, ไม่ใช่แบบนั้น, ก่อนหน้านั้นอีก, ตรงนั้น, ฝั่งโน้นนั่นไง. เพราะคุณตั้งใจจะเดินเข้ามาหาฉันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?
— ตรงนั้น, ฝั่งโน้นหรือ? แต่จริงแล้ว, ผมไม่รู้จะตอบอย่างไรดี; ผมกลัวว่ามันจะ... คุณรู้ไหม, วันนี้ผมมีความสุข; ผมเดินไป ร้องเพลงไป; ผมออกไปนอกเมือง; ผมไม่เคยมีช่วงเวลาอันเป็นสุขเช่นนี้มาก่อนเลยคุณ... บางทีผมอาจคิดไปเอง... เอาเถอะ, ยกโทษให้ผมด้วยถ้าจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมา: ผมรู้สึกว่าคุณกำลังร้องไห้ และผม... ทนฟังเช่นนั้นไม่ได้... หัวใจของผมอัดแน่นไปหมด... โอ้ พระเจ้า! แต่จะเป็นไปได้หรือที่ผมจะไม่รู้สึกเศร้าไปกับคุณ? จะเป็นบาปหรือที่ผมจะรู้สึก เห็นอกเห็นใจคุณฉันพี่น้อง?.. ยกโทษให้ผมด้วย, ผมพูดว่าเห็นอกเห็นใจ... ใช่ พูดสั้นๆ ก็คือ, จะเป็นไปได้หรือที่ผมจะล่วงเกินคุณ, เพียงเพราะผมเกิดความคิดจะเดินเข้าไปหาคุณขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว?..
— พอเถอะค่ะ, พอแล้ว, อย่าพูดเลย..., หญิงสาวพูดพลางก้มหน้าบีบมือผมไว้ — ฉันเองต่างหากที่ผิดที่พูดถึงเรื่องนี้; แต่ฉันดีใจที่ฉันมองคุณไม่ผิด... ฟังนะ; ตอนนี้ฉันถึงบ้านแล้ว; ฉันต้องเข้าไปในตรอกนี้; อีกแค่สองก้าวก็ถึง... ขอบคุณค่ะ, ลาก่อน...
— ถ้าอย่างนั้นจะเป็นไปได้หรือ, จะเป็นไปได้หรือที่เราจะไม่ได้พบกันอีกเลย?.. หรือว่าทุกอย่างจะจบลงเพียงเท่านี้?
— เห็นไหม, — หญิงสาวพูดพลางหัวเราะ: — ตอนแรกคุณต้องการเพียงแค่สองคำ, แต่ตอนนี้... แต่เอาเถอะ, ฉันจะยังไม่พูดอะไรกับคุณ... บางทีเราอาจได้พบกัน...
— พรุ่งนี้ผมจะมาที่นี่อีก, — ผมพูด — โอ้ ยกโทษให้ผมด้วย, ผมเรียกร้องมากเกินไปแล้ว...
— ใช่ค่ะ คุณใจร้อนจริงๆ... คุณแทบจะกำลังคาดคั้น...
— ฟังนะ, ฟังผมก่อน! — ผมขัดจังหวะเธอ — ยกโทษให้ผมด้วย, ถ้าผมจะพูดอะไรแบบนั้นอีก... แต่คืออย่างนี้: ผมไม่อาจไม่มาที่นี่พรุ่งนี้ได้, ผมเป็นคนช่างฝัน; ชีวิตจริงของผมมีอยู่น้อยเหลือเกิน จนช่วงเวลาอย่างวันนี้, อย่างตอนนี้เลย, มันเกิดขึ้นกับผมน้อยครั้งเสียจนผมไม่อาจไม่นำช่วงเวลาเหล่านี้กลับไปฝันซ้ำอีก. ผมจะฝันถึงคุณตลอดทั้งคืน, ตลอดทั้งสัปดาห์, ตลอดทั้งปี. พรุ่งนี้ผมจะมาที่นี่แน่นอน, มาที่นี่แห่งนี้, ที่เดิมนี้, ในเวลาเดิมนี้, และผมจะมีความสุขที่ได้ระลึกถึงเมื่อวาน. สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่อันเป็นที่รักของผมแล้ว, ในเปเตียร์บูร์กผมมีสถานที่เช่นนี้อยู่แล้วสองสามแห่ง. ครั้งหนึ่งผมถึงกับร้องไห้เพราะความทรงจำเช่นเดียวกับคุณ... ใครจะไปรู้, บางทีเมื่อสิบนาทีก่อนคุณเองก็อาจร้องไห้เพราะความทรงจำ... แต่ยกโทษให้ผมด้วย; ผมเผลอไปอีกแล้ว; บางทีครั้งหนึ่งคุณอาจเคยมีความสุขเป็นพิเศษ ณ ที่แห่งนี้...
— ก็ได้; ฟังนะ, — หญิงสาวพูด, และมือของเธอสั่นอยู่ในมือของผม: — พรุ่งนี้ฉันจะมาที่นี่เหมือนกัน, ตอนสี่ทุ่ม. เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ฉันห้ามคุณไม่ได้แล้ว... คืออย่างนี้, ฉันจำเป็นต้องมาที่นี่; อย่าคิดว่าฉันกำลังนัดพบคุณ; ฉันกำลังบอกไว้ก่อนว่า, ฉันจำเป็นต้องมาที่นี่เพื่อตัวฉันเอง. แต่คือว่า... เอาเถอะ, ฉันจะพูดกับคุณตรงๆ: ถ้าคุณมาด้วยก็คงไม่เป็นไร; อย่างแรก, อาจเกิดเรื่องไม่พึงประสงค์ขึ้นอีกเหมือนวันนี้, แต่ช่างเรื่องนั้นก่อน. อย่างที่สอง ฉันอยากพบคุณ... เพื่อจะพูดกับคุณสองคำ. เอาเถอะ เรื่องนั้นฉันจะบอกคุณทีหลัง! เพียงแต่, เข้าใจนะคะ ตอนนี้อย่าตัดสินฉัน; อย่าคิดว่าฉันนัดพบกับใครง่ายๆแบบนี้... ฉันคงไม่นัดหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะ... แต่ให้เรื่องนี้เป็นความลับของฉันก่อน! เพียงเราต้องตกลงกันล่วงหน้า...
— ตกลงครับ! พูดมา, บอกมาได้เลย, บอกทุกอย่างล่วงหน้าเถอะ; ผมยอมทุกอย่าง, พร้อมทุกอย่าง, ผมร้องขึ้นด้วยความปีติ: — ผมรับรองตัวเองได้ — ผมจะเชื่อฟัง, จะให้ความเคารพ... คุณก็รู้จักผมแล้ว...
— ก็เพราะฉันรู้จักคุณนั่นแหละ ฉันถึงชวนคุณมาพรุ่งนี้ — หญิงสาวพูดพลางหัวเราะ. — ฉันรู้จักคุณดีทีเดียว. แต่จำไว้นะ, คุณจะมาต้องมีเงื่อนไข; อย่างแรก (ได้โปรดเถอะ, ทำตามที่ฉันขอ — เห็นไหม, ฉันกำลังพูดอย่างตรงไปตรงมา), อย่าตกหลุมรักฉัน... อย่างนั้นไม่ได้นะ, ฉันรับรองคุณได้ถ้าเป็นมิตรภาพ, ฉันยินดี, นี่ไงมือของฉัน... แต่ตกหลุมรักไม่ได้, ฉันขอร้องล่ะ!
— ผมสาบานกับคุณ, ผมร้องขึ้น, พลางคว้ามือของเธอ...
— พอเถอะ, อย่าสาบานเลย, ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณเป็นคนที่ติดไฟได้ง่ายราวกับดินปืน. แต่ฟังนะ, อย่าตัดสินฉันที่พูดแบบนี้. ให้คุณรู้เสียก่อนว่า... ฉันเองก็ไม่มีใครเลยที่จะพูดสักคำด้วย, ไม่มีใครให้ฉันขอคำปรึกษา. แน่นอนสิ, ฉันจะไปหาที่ปรึกษาจากคนบนถนนไม่ได้หรอก, แต่คุณเป็นข้อยกเว้น, ฉันรู้จักคุณราวกับว่าเราคบกันเป็นเพื่อนมาสักยี่สิบปีแล้ว... จริงไหม คุณจะไม่เปลี่ยนไปใช่ไหม?..
— คุณจะได้เห็น... เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าจะอยู่จนพ้นวันพรุ่งนี้ได้ยังไง
— นอนหลับให้เต็มอิ่ม; ราตรีสวัสดิ์ค่ะ — และจำไว้นะว่าฉันไว้ใจคุณแล้ว แต่เมื่อครู่นี้คุณพูดได้ดีมาก: จะเป็นไปได้หรือ, ที่จะต้องรายงานความรู้สึกทุกอย่าง แม้แต่ความเห็นอกเห็นใจฉันพี่น้อง! คุณรู้ไหม, คุณพูดได้ดีจนฉันเกิดความคิดจะไว้ใจคุณขึ้นมาทันที...
— เพื่อเห็นแก่พระเจ้า เรื่องอะไรหรือครับ? อะไรงั้นหรือ?
— ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันค่ะ ขอให้มันเป็นความลับไปก่อน. อย่างน้อยเมื่อมองดูไกลๆมันก็จะดูคล้ายนิยายยิ่งขึ้น. บางทีพรุ่งนี้ฉันอาจบอกคุณเลยก็ได้, หรือบางทีก็อาจไม่... ก่อนอื่นฉันจะคุยกับคุณเสียก่อน, เราจะได้รู้จักกันให้มากขึ้น....
— โอ้, พรุ่งนี้ผมจะเล่าเรื่องของผมให้คุณฟังทั้งหมดเลย! แต่นี่มันอะไรกัน? ราวกับว่าปาฏิหาริย์กำลังเกิดขึ้นกับผมจริงๆ... พระเจ้า ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนกัน? เอาล่ะ บอกผมหน่อย, จะเป็นไปได้หรือที่คุณจะยังไม่พอใจ ที่คุณจะยังไม่ได้โกรธเหมือนที่หญิงสาวคนอื่นคงจะทำ ไม่ได้ไล่ผมไปตั้งแต่แรก? เพียงสองนาที คุณก็ได้ทำให้ผมมีความสุขไปตลอดกาล ใช่! มีความสุข; ใครจะไปรู้, บางทีคุณอาจทำให้ผมคืนดีกับตัวเอง, คลี่คลายความสงสัยของผม... บางทีบางครั้งผมก็เป็นแบบนี้!.. เอาเถอะ, พรุ่งนี้ผมจะเล่าให้คุณฟังทั้งหมด, คุณจะได้รู้ทุกอย่าง, ทุกอย่าง...
— ดีค่ะ, ตกลง; แล้วคุณก็เป็นคนเริ่ม...
— ได้ครับ
— แล้วพบกันค่ะ!
— แล้วพบกันครับ!
แล้วเราก็แยกจากกัน. ผมเดินอยู่ตลอดทั้งคืน; ผมไม่อาจตัดสินใจกลับบ้านได้. ผมมีความสุขเหลือเกิน... แล้วพบกันพรุ่งนี้!
เชิงอรรถ
1. ‘...Иль былъ онъ созданъ для того, Чтобы побыть хотя мгновенье Въ сосѣдствѣ сердца твоего?..’ Ив. Тургеневъ — ต้นฉบับใช้ онъ ซึ่งเป็นสรรพนามเพศชาย (เขา/มัน) จึงเลือกแปลว่า "เขา" ตามโครงสร้างของข้อความที่โตเยฟสกีนำมาใช้ โดยไม่ตีความย้อนกลับไปยังบริบทของบทกวีฉบับเต็ม(1843)
2. [2] ดาชู(дачу) = บ้านหลังที่สอง, บ้านในชนบท , บ้านพักตากอากาศ
3. [3] จักรวรรดิใต้หล้า(Поднебесная империя) = จักรวรรดิจีน
4. [4] ก็นิดหน่อย อย่างเช่น... ว่า X (Немножко. Вотъ, на-примѣръ, X) = รู้จักพอที่จะสังเกตว่า X
5. [5] แม่เรือน (хозяйки) = ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตดูแลบ้าน ดูแลครอบครัว ทำกับข้าว รับแขก
